เรื่องผีสยองขวัญ

ปากพาซวยพาแขกที่ไม่ได้เชิญเข้าบ้าน

เมื่อตอนประมาณ ปี2552 ตอนนั้นจขกท.อยู่ม.6 แล้วที่บ้านกำลังหาซื้อบ้านใหม่ เนื่องจากว่าบ้านเดิมเป็นทาวน์เฮา ป๋าเราเลยอยากได้บ้านเดี่ยวสวยๆซักหลัง ราคาเบาๆ เลยตัดสินใจไปดูบ้านหลังนึงที่ไม่ห่างจากบ้านเก่าเราเท่าไหร่ วันนั้นตอนเย็นๆเลิกเรียน เรา กับที่บ้านเลยขับรถไปดูบ้านหลังนั้น ขออธิบายนะคะว่าบ้านหลังนั้นสวยมากก เป็นบ้านชั้นครึ่ง ตอนแรกเดินเข้าไปโอ้โหหห พื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ มีเฟอร์ฯครบอิมพอร์ตจากเมืองนอก เพราะเป็นบ้านของภรรยาคนต่างชาติ ซึ่งน้าเค้าจะย้ายไปอยู่กับสามีที่อังกฤษ เราก็แบบชอบมากนะแต่ติดตรงที่เป็นบ้านมือสองเลยไม่โอเค ม๊าเราไม่ค่อยว่าอะไรเพราะใกล้ที่ทำงานม๊ามากกว่า หลังจากดูบ้านเสร็จเราก็กำลังจะขับรถกลับกัน แต่ทางหน้าบ้านคุณน้าคนนั้นเป็นทางเดินรถทางเดียวซึ่งกลับรถไม่ได้ ป๋าเราเลยขับไปข้างหน้าก่อนเพื่อหาที่กลับรถ สองข้างทางเปลี่ยวมาก เราคิดในใจ ทำไมทางกลับรถมันไม่มีเลยนะ ทั้งๆที่1ทุ่มกว่าๆ มืด เปลี่ยวและน่ากลัวมาก

ทางซ้ายมือคล้ายๆเป็นโรงงานเล็กๆทำอะไรซักอย่าง พอเห็นทางข้างหน้าเป็นทาง4แยกเล็กๆ ซึ่งแน่นอนไม่มีรถเลย มีแต่คันของที่บ้านเรา ป๋าเราก็หักท้ายมาซ้ายมือ ปรากฏว่า. ทางขวามือเป็นหอพัก! เรามองครั้งแรกตกใจมากจากลักษณะของหอคือ เป็นหอ2ชั้น และไม่มีห้องไหนเปิดไฟเลย มันแปลกอ่ะแปลกมากที่สำคัญ มีต้นโพธิ์ใหญ่กลางซอยเข้าหอ บ้าไปแล้วด้วยความที่ปากไวกว่าความคิดเลยพูดขึ้น”หอบ้าอะไรอยู่ทางสี่แพร่ง มืดก็มืดน่ากลัวอ่า” พี่เรา ป๋าม๊าเราเงียบหมดไม่มีใครพูดอะไร เราชะงักเพราะคิดว่า อ้าวชิหายล่ะตรูทำไมทักแบบนี้วะปากเสียจริงๆ

ปกติเราจะเป็นคนเห็นอะไรแปลกๆตอนกลางคืนบ่อยมากกกกกก แต่ละครั้งทำเราสยองหลอนไปหลายวัน และหลังจากนั้น เราก็เริ่มเจอเหตุการณ์แปลกไม่รู้ว่าเราคิดไปเองรึว่าอะไร วันนึงเราโดดเรียนไปกับเพื่อนๆ(ฮี่ๆตอนสมัยนั้นเกเรมาก) เราไปกับเพื่อนประมาณ5 คนรวมเราด้วย นั่งรถเมล์ไปวังหลัง ระหว่างที่เพื่อนเรากำลังจ่ายตังค่ารถเมล์ ยื่นแบงค์50ให้ กระเป๋าทอนมา2บาท พวกเรางงมาก มันถามเรามากันกี่คนวะ? เราบอก5คนนะทำไมหรอ มันเลยทวงตังทอนอีก8บาทจาก กระเป๋ารถเมล์ และ
พี่กระเป๋านางบอกว่า “อ้าว ก็6คนไง ถูกแล้วนิ ”
เพื่อนเราเถียง ” พี่6คนที่ไหน หนูมา5คน”
พี่กระเป๋า “น้องผู้หญิงผมหยิกเสื้อพละนั่นไง”

พวกเรามองหน้ากัน แล้วเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย เพื่อนที่นั่งเบาะข้างหลังคนเดียวรีบวิ่งขึ้นมานั่งข้างหน้าพวกเรา และเราก็ไปเดินเล่นวังหลังกัน เราก็ตะหงิดๆแล้ว เอ๊ะ!ไอ่กระเป๋ามันอำป่ะหว่ะ ช่างเหอะๆ แค่8บาทเอง

วันต่อมา เราก็คุยกะเพื่อนเพราะในตอนนั้นธุรกิจขายโปรตีนเชคๆ กำลังมา เราบอกเพื่อนว่าจะไปสัมนาเผื่อจะหารายได้เสริมบ้าง เราก็นั่งเล่นกันอยู่ประมาณ 4-5ชะนีแอนด์เดอะแก็ง ตอนนั้นพักเที่ยง โรงเรียนเรามีห้องเรียนประจำเดินเรียนบ้างบางวิชา เราเรียนศิลญี่ปุ่น ห้องอยู่ชั้น3 พอดีมีเพื่อนห้องวิทย์มาคุยกะเพื่อนเก้งในห้องเรา และหันหน้ามาทางพวกเราแบบแปลกๆ พวกเราก็ไม่ได้อะไร หลังจากเพื่อนห้องวิทย์คนนั้นกลับห้องไป เพื่อนเก้งนามสมมุติ เก่ง ก็เดินมาหาพวกเราที่นั่งคุยกันอยู่และยิงคำถาม
เก่ง “พวกเอ็งมีกันแค่นี้หรอ เมื่อกี้ใครใส่ชุดพละผมยาวๆหยิกๆว่ะ นั่งหันหลัง? ใช่ไอ่ เอ้(นามสมมุติ) ป่ะ?พวกเอ็งรู้จักมันด้วยหรอ?”
อ้าวงงเป็นไก่ตาแตก เอ้นี่ห้องวิทย์ ซึ่งพวกเราไม่รู้จัก ตรูอยู่ของตรูแค่นี้
เรา “เมิงบ้าหรอ ตรูอยู่กันแค่นี้ ไม่มีใครมานั่งด้วย” เก่ง “เมื่อกี้ บี(นามสมมุติ) เห็นว่ามานั่งตรูก็เห็นมานั่งด้วยเลยงง ”
เพื่อนเรา “และเอ้นี่นั่งข้างใคร?” เก่ง “ข้าง เอ็งอ่ะ e….(ตรูเองงง)” มานั่งกะตรูทำไม
เพื่อนเรา “และตอนนี้เห็นป่ะล่ะ” เก่ง “เออ มันหายไปไหนวะ”

เพื่อนหันมามองเรา แบบสยองๆ เรานี่เงิบเลยจ้า เก่งเลยเดินจากไป ทิ้งพวกเรางงและสยองๆ มันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อวานกับวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราไม่ชอบเลยนี่มันกลางวันนะเว้ยย!!
จะบอกว่าที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นเวลา 1อาทิตย์เท่านั้น ตั้งแต่ไปดูบ้าน พอวันเสาร์เรานั่ง btsไปลงเพลินจิต สัมนาเสร็จเกือบ3ทุ่ม เราเขว้งเลยไม่รู้ว่ากลับบ้านยังไง บ้านต้องกลับทางสายใต้ใหม่ เราเลยนั่งรถเมล์ไปแถวๆถนนเส้นนึงแถวๆจุฬา เราจำไม่ได้ว่าที่ไหน ตอนนั้นเราโทรถามทางเพื่อนและเพื่อนบอกเรานั่งรถผิดฝั่ง ให้ลงรถและข้ามสะพานลอยมาฝั่งตรงข้ามนั่งรถสายเดิมกลับ ระหว่างลงรถเราเดินขึ้นสะพานลอยมาเราเห็น ผู้ชายคนนึงใส่เสื้อสีน้ำตาลกางเกงสียืนๆหน่อยเดินตามขึ้นมา เราเลยกลัวว่าจะอันตรายรึป่าวเลยหันไปมองอีกที ตอนนั้นเราได้ยินเสียงคนเดินตามมาติดๆ หันหลังไป
….. ว่างเปล่าไม่มีใครเลย!!! เรากลัวมากวิ่งลงให้เร็วที่สุด เพื่อนเราบอกใจเยนๆ เป็นอะไร เราบอกขอวางก่อนนะถึงบ้านเดี๋ยวโทรหา ระหว่างทางที่เรานั่งรถตู้กลับบ้านซึ่งมันดึกแล้ว เรารู้สึกมีคนนั่งข้างหลังตลอดเวลา เราระแวงหันไปมองบ่อยมากแต่ไม่เจอใคร รถตู้มีคนน้อยมาก เหตุการณ์ทุกอย่างเราจำได้ไม่มีวันลืม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *